7 วิธีล้างสารเสพติด! อะไรช่วยได้ อะไรเสี่ยง และอะไรไม่จำเป็น

หลายคนที่เริ่มกังวลเกี่ยวกับการใช้สารเสพติด ไม่ว่าจะเป็นตัวเองหรือคนใกล้ตัว มักมีคำถามคล้ายกันว่ามีวิธีขับสารเสพติดออกจากร่างกายไหม? ล้างสารเสพติดในร่างกายให้หมดเร็ว ๆ ได้หรือเปล่า หรือมียาล้างสารเสพติดที่ช่วยให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติได้จริงหรือไม่คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นอ่อนแอ ตรงกันข้าม มันสะท้อนว่ากำลังพยายามหาทางออก แต่ในโลกออนไลน์มีข้อมูลปะปนกันมาก ทั้งสิ่งที่ช่วยได้จริง สิ่งที่เสี่ยง และสิ่งที่ไม่จำเป็น บทความนี้จึงตั้งใจอธิบายเรื่องการล้างสารเสพติดแบบเข้าใจง่าย โดยสรุป 7 วิธีที่คนมักได้ยินต่อ ๆ กันหรือทดลองทำเพื่อลดอาการติดสารเสพติด พร้อมอธิบายตามความเป็นจริง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างปลอดภัยที่สุด

รวม 7 วิธีขับสารเสพติดออกจากร่างกายที่คนเชื่อ

1. ดื่มน้ำมากๆ เพื่อขับสารเสพติดออกจากร่างกาย

การดื่มน้ำมักถูกมองว่าเป็นวิธีล้างสารเสพติดในร่างกายที่ง่ายและปลอดภัยที่สุด เพราะน้ำมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของไต ซึ่งเป็นอวัยวะหลักในการกรองของเสียและขับออกทางปัสสาวะ ในทางการแพทย์ การดื่มน้ำให้เพียงพอช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดและระบบขับถ่ายทำงานได้ตามปกติ ลดภาวะขาดน้ำที่อาจทำให้อาการเมายาหรืออาการถอนยารุนแรงขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ น้ำไม่สามารถล้างสารเสพติดออกจากร่างกายได้โดยตรง หรือทำให้สารหมดฤทธิ์เร็วขึ้นอย่างที่หลายคนเข้าใจ สารเสพติดส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนรูปและกำจัดผ่านตับก่อน จากนั้นจึงถูกขับออกทางไตตามกระบวนการทางชีวภาพของร่างกาย ระยะเวลาที่สารจะถูกขับออกไปจึงขึ้นอยู่กับชนิดของสาร ปริมาณที่ใช้ ความถี่ในการใช้ รวมถึงสภาพร่างกายของแต่ละคน ไม่ใช่ปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไปเพียงอย่างเดียว

การดื่มน้ำมากเกินไปในระยะเวลาสั้น ๆ โดยหวังว่าจะช่วยขับสารเสพติดออกจากร่างกาย อาจก่อให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษได้ ภาวะนี้ทำให้ระดับเกลือแร่ในเลือดเจือจาง ส่งผลให้เกิดอาการคลื่นไส้ ปวดศีรษะ สับสน ชัก หรือในกรณีรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในผู้ที่มีอาการเมายา หรือมีปัญหาเกี่ยวกับไตและหัวใจอยู่เดิม

ในทางปฏิบัติ การดื่มน้ำที่เหมาะสมควรเป็นการจิบน้ำอย่างสม่ำเสมอตลอดวัน เลือกน้ำเปล่าสะอาด หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน หรือสารกระตุ้นอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้น น้ำจึงควรถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลร่างกายพื้นฐาน ไม่ใช่วิธีขับสารเสพติดออกจากร่างกายโดยเฉพาะ

2. ออกกำลังกายหรือเข้าซาวน่าเพื่อขับสารพิษออกจากร่างกายผ่านเหงื่อ

หลายคนเชื่อว่าการออกกำลังกายหนักๆ หรือการเข้าซาวน่าเพื่อให้เหงื่อออกมาก จะช่วยขับสารเสพติดหรือสารพิษออกจากร่างกายได้ ความเชื่อนี้เกิดจากการเข้าใจว่าเหงื่อคือช่องทางหลักในการกำจัดของเสีย แต่ในความเป็นจริง ทางการแพทย์พบว่าสารเสพติดส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกขับออกทางเหงื่อเป็นหลัก กระบวนการกำจัดสารจะเกิดขึ้นที่ตับเป็นสำคัญ โดยตับทำหน้าที่เปลี่ยนสารให้ร่างกายสามารถขับออกได้ จากนั้นไตจึงกรองและขับออกทางปัสสาวะ

หลายคนเชื่อว่าการออกกำลังกายหนักๆ หรือการเข้าซาวน่าเพื่อให้เหงื่อออกมาก จะช่วยขับสารเสพติดหรือสารพิษออกจากร่างกายได้ ความเชื่อนี้เกิดจากการเข้าใจว่าเหงื่อคือช่องทางหลักในการกำจัดของเสีย แต่ในความเป็นจริง ทางการแพทย์พบว่าสารเสพติดส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกขับออกทางเหงื่อเป็นหลัก กระบวนการกำจัดสารจะเกิดขึ้นที่ตับเป็นสำคัญ โดยตับทำหน้าที่เปลี่ยนสารให้ร่างกายสามารถขับออกได้ จากนั้นไตจึงกรองและขับออกทางปัสสาวะ

เหงื่อมีบทบาทในการควบคุมอุณหภูมิร่างกายมากกว่าการกำจัดสารพิษ ปริมาณสารเสพติดที่ถูกขับออกทางเหงื่อมีน้อยมากจนไม่ส่งผลต่อระยะเวลาที่สารคงอยู่ในร่างกาย การออกกำลังกายหรือซาวน่าจึงไม่ใช่วิธีล้างสารเสพติดในร่างกาย และไม่สามารถทำให้สารหมดฤทธิ์เร็วขึ้นได้

ในช่วงที่ยังมีสารเสพติดค้างอยู่ในร่างกาย หรืออยู่ในระยะถอนยา ร่างกายและระบบประสาทมักอยู่ในภาวะไม่สมดุล การออกกำลังกายหนักหรือการอยู่ในที่ร้อนจัดอย่างซาวน่า อาจเพิ่มภาระต่อหัวใจ ความดันโลหิต และระบบประสาท ทำให้เกิดอาการหน้ามืด ใจสั่น เป็นลม หรือในบางกรณีอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะในผู้ที่ใช้สารกระตุ้น เช่น ยาไอซ์ หรือสารที่มีผลต่อหัวใจ

3. ใช้สมุนไพรหรืออาหารเสริมเพื่อขับสารเสพติด

รางจืดเป็นสมุนไพรที่คนไทยคุ้นเคย และมักถูกพูดถึงว่ารางจืดถอนพิษยาเสพติดได้ ความเชื่อนี้มีที่มาจากการใช้รางจืดในทางการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้าน โดยเฉพาะในกรณีการได้รับสารพิษบางชนิด เช่น ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีบางประเภท ซึ่งในบางสถานการณ์ รางจืดอาจช่วยลดความเป็นพิษได้หากใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์

การใช้รางจืดในรูปแบบชา น้ำต้ม หรือสารสกัด มีประวัติการใช้เพื่อช่วยบรรเทาอาการที่เกี่ยวกับการเผาผลาญสารพิษ เช่น อาการเมาค้างจากสุรา และอาการที่เกิดจากการสะสมของของเสียในร่างกาย นอกจากนี้มีรายงานวิจัยบางชิ้นที่พบว่าสารสกัดจากรางจืดอาจมีผลช่วยลดความเครียดของตับ และเพิ่มเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สนับสนุนการใช้ในทางสมุนไพร

แม้ว่ามีการใช้รางจืดเพื่อช่วยให้ร่างกายมีสภาพที่ดีขึ้นในช่วงที่ต้องการขับสารพิษ แต่สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ รางจืดไม่ใช่ยาขับสารเสพติดในความหมายที่สามารถทำให้สารเสพติดหมดไปทันทีจากร่างกาย เหมือนกับการใช้ยาเฉพาะทางในการรักษาทางการแพทย์ การขับสารเสพติดเองยังต้องอาศัยกระบวนการทางชีวภาพของตับและไตเป็นหลัก ซึ่งรางจืดอาจช่วยสนับสนุนระบบดังกล่าวในระดับหนึ่ง แต่การล้างสารเสพติดยังคงต้องใช้เวลา การดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม และในหลายกรณี การขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อวางแผนการฟื้นฟูที่ปลอดภัยและเหมาะสมจะให้ผลที่ดีที่สุด

4. ใช้ยาล้างสารเสพติดหรือยาขับสารเสพติดตามที่มีคนแนะนำ

หลายคนพยายามหายาล้างสารเสพติด หรือยาแก้อาการเมายา โดยหวังว่าจะช่วยให้หายดีด หรือหมดฤทธิ์ยาเร็วขึ้น ความจริงคือ ในทางการแพทย์ ปัจจุบันยังไม่มียาชนิดใดที่มีหน้าที่ล้างหรือขับสารเสพติดออกจากร่างกายโดยตรง ยาที่แพทย์ใช้ในการดูแลผู้ใช้สาร มีบทบาทหลักในการบรรเทาอาการ เช่น ลดอาการถอนยา ลดความวิตกกังวล ควบคุมอาการนอนไม่หลับ คลื่นไส้ หรือช่วยพยุงการทำงานของร่างกายในช่วงที่สมองและระบบประสาทกำลังปรับตัว ยาเหล่านี้ต้องใช้ภายใต้การประเมินและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพราะชนิดและขนาดยาที่เหมาะสมจะแตกต่างกันในแต่ละคน

ในทางตรงกันข้าม ยาหรือผลิตภัณฑ์ที่ถูกเรียกว่า “ยาล้างสารเสพติดในร่างกาย” ในท้องตลาด มักไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับอย่างเพียงพอ บางชนิดออกฤทธิ์กระตุ้นการขับถ่าย ทำให้ถ่ายหรือปัสสาวะบ่อย จนผู้ใช้เข้าใจผิดว่าสารเสพติดถูกขับออกไปแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง สารยังคงถูกกำจัดผ่านตับและไตตามกลไกเดิม การขับถ่ายที่มากขึ้นไม่ได้แปลว่าสารเสพติดหายไปเร็วขึ้น

อีกประเด็นที่มักถูกมองข้าม คือการใช้วิธีแก้อาการเมายาหรือแก้อาการดีด โดยหวังให้หายเร็ว เช่น การใช้ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท B5 หรือแม้แต่แอลกอฮอล์เพื่อกดอาการ วิธีนี้ไม่เพียงไม่ช่วยให้ร่างกายล้างสารเสพติดได้จริง แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสพติดซ้ำซ้อน และอาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉิน เช่น การกดการหายใจหรือหมดสติ

5. เชื่อว่าการดีท็อกซ์หรืออดอาหารหนัก ๆ เป็นวิธีล้างยาออกจากร่างกาย

ความเชื่อหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ การทำดีท็อกซ์แบบเข้มข้น กาารอดอาหาร หรือการกินอาหารจำกัดชนิด โดยหวังว่าจะช่วยให้ร่างกายสะอาดเร็วขึ้น และขับสารเสพติดออกจากร่างกายได้ ความจริงคือ ร่างกายต้องการพลังงานและสารอาหารที่เพียงพอเพื่อให้ตับและไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การอดอาหารในช่วงที่ร่างกายกำลังเผชิญกับฤทธิ์ของสารเสพติดหรืออาการถอนยา อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง เกิดอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ใจสั่น และเพิ่มความเครียดต่อระบบประสาท ซึ่งอาจทำให้อาการเมายา อาการดีด หรืออาการถอนยารุนแรงขึ้น แทนที่จะช่วยให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การทำดีท็อกซ์ที่เน้นการขับถ่ายอย่างรุนแรง เช่น การใช้ยาถ่ายหรือสูตรล้างลำไส้ ไม่ได้ช่วยให้สารเสพติดถูกกำจัดออกจากร่างกายเร็วขึ้น เพราะสารเหล่านี้ไม่ได้ถูกขับออกทางลำไส้เป็นหลัก วิธีนี้จึงไม่จำเป็นและอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำและเสียสมดุลเกลือแร่ไม่รู้ตัว

6. เชื่อว่าการนอนยาวหรือปล่อยให้ร่างกายหมดแรงจะทำให้ยาหมดฤทธิ์เร็วขึ้น

อีกความเชื่อหนึ่งคือ หากนอนหลับยาว ๆ หรือปล่อยให้ร่างกายพักจนหมดแรง สารเสพติดจะถูกขับออกจากร่างกายได้เร็วขึ้น ความจริงคือ การพักผ่อนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการฟื้นตัว แต่การนอนอย่างเดียวไม่ได้เร่งกระบวนการขับสารเสพติดออกจากร่างกาย

ในบางกรณี โดยเฉพาะการใช้สารกระตุ้น การพยายามฝืนนอนหรือใช้วิธีทำให้ตัวเองหลับ อาจทำให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น เช่น การใช้ยานอนหลับหรือสารอื่นมากดอาการ ซึ่งอาจส่งผลต่อการหายใจและระบบประสาท หากมีสารอื่นค้างอยู่ในร่างกาย

นอกจากนี้ หากร่างกายมีอาการผิดปกติ เช่น ใจสั่น หายใจลำบาก สับสน หรือมีอาการทางจิตร่วมด้วย การนอนรอให้หายอาจทำให้พลาดโอกาสในการได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม การพักผ่อนจึงควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโดยรวม ไม่ใช่วิธีล้างสารเสพติดหรือแก้อาการโดยลำพัง

7. ขอความช่วยเหลือจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟู

วิธีที่ช่วยได้จริงและปลอดภัยที่สุด คือการขอความช่วยเหลือจากศูนย์บำบัดยาเสพติดเอกชนหรือของภาครัฐ เพราะผู้เชี่ยวชาญจะสามารถประเมินสภาพร่างกายและจิตใจ วางแผนการดูแลที่เหมาะสม และใช้ยาอย่างถูกต้องเมื่อจำเป็น การฟื้นฟูไม่ได้หมายความว่าต้องเริ่มจากจุดที่เลวร้ายที่สุดเสมอไป แต่หมายถึงการเลือกดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมตั้งแต่วันนี้

หนึ่งในความเชื่อที่พบบ่อยและส่งผลกระทบมากที่สุด คือการคิดว่าอาการที่เป็นอยู่ยังไม่รุนแรงพอที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากแพทย์หรือสถานบำบัด หลายคนเลือกพยายามล้างยาเสพติดออกจากร่างกายด้วยตัวเองก่อน เพราะกลัวการถูกตีตรา กลัวคนอื่นรู้ หรือรู้สึกว่าการไปสถานบำบัดหมายถึงการยอมรับว่าตนเองล้มเหลว

ในความเป็นจริง การขอความช่วยเหลือไม่ได้หมายความว่าปัญหาต้องถึงขั้นวิกฤตเสมอไป การฟื้นฟูที่ปลอดภัยและได้ผล มักเริ่มจากการประเมินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ใช่การรอให้ร่างกายหรือจิตใจทรุดลงจนควบคุมไม่ได้ ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยประเมินได้ว่า สารที่ใช้ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร ระดับความเสี่ยงอยู่ที่ไหน และควรดูแลตัวเองต่ออย่างไรโดยไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการที่เกินความจำเป็น

อีกความเข้าใจผิดคือการคิดว่าการไปพบแพทย์หรือสถานบำบัด จะถูกบังคับให้เข้ารักษาแบบเข้มงวดทันที หรือถูกตัดสินจากประวัติการใช้สาร ความจริงคือ การดูแลสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับความสมัครใจ ความเป็นส่วนตัว และการเลือกแนวทางที่เหมาะกับแต่ละคน บางกรณีอาจเริ่มจากการให้คำปรึกษา การวางแผนดูแลสุขภาพ หรือการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยไม่จำเป็นต้องเข้าพักรักษา

ตารางสรุป 7 วิธีล้างสารเสพติด อะไรช่วยได้ อะไรเสี่ยง และอะไรไม่จำเป็น

สัญญาณหลังจากล้างยาเสพติดที่ควรขอความช่วยเหลือทันที

หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีอาการต่อไปนี้ การพยายามล้างสารเสพติดหรือแก้อาการด้วยตนเองอาจไม่ปลอดภัย การขอความช่วยเหลือจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่เนิ่นๆ สามารถลดความเสี่ยงและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

  1. มีอาการเมายาหรือดีดยารุนแรง เช่น ใจสั่น เหงื่อออกมาก มือสั่น แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าร่างกายกำลังรับภาระหนัก และอาจเกิดอันตรายต่อหัวใจและระบบประสาทได้
  2. มีอาการทางจิตที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เช่น สับสน จำเหตุการณ์ไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง หวาดระแวง เห็นภาพหรือได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริง อาการเหล่านี้อาจเป็นผลจากฤทธิ์ของสาร หรือภาวะทางจิตที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน
  3. นอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน แม้พยายามพักผ่อนแล้วก็ยังไม่สามารถหลับได้ การอดนอนจากฤทธิ์ยา โดยเฉพาะสารกระตุ้น เช่น ไอซ์ อาจทำให้สมองอ่อนล้า เกิดอาการทางจิต และเพิ่มความเสี่ยงต่อการตัดสินใจที่เป็นอันตราย
  4. มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะรุนแรง หรือชัก ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนจากสารเสพติดหรือการถอนยา อาการเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย และไม่ควรรอให้หายเอง
  5. มีอาการถอนยาที่ควบคุมไม่ได้ เช่น กระสับกระส่ายอย่างรุนแรง วิตกกังวลมาก เหงื่อออกตลอดเวลา ปวดเมื่อยทั้งตัว หรือมีอารมณ์แปรปรวนจนกระทบต่อการใช้ชีวิต อาการถอนยาบางชนิดอาจเป็นอันตรายหากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม
  6. พยายามใช้ยาหรือสารอื่นเพื่อแก้อาการเมายา ดีดยา หรือกดอาการด้วยตนเอง เช่น ใช้แอลกอฮอล์ ยานอนหลับ หรือยาที่ไม่ได้สั่งโดยแพทย์ การผสมสารหลายชนิดเพิ่มความเสี่ยงต่อการกดการหายใจและภาวะอันตรายอื่นๆ
  7. ไม่สามารถหยุดใช้สารได้ด้วยตนเอง แม้ตั้งใจและพยายามหลายครั้งแล้ว แต่กลับกลับไปใช้ซ้ำ การวนอยู่ในวงจรนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณล้มเหลว แต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายและสมองต้องการความช่วยเหลือมากกว่าที่การพยายามคนเดียวจะรับไหว
  8. มีความคิดทำร้ายตนเอง หรือรู้สึกหมดหวังอย่างรุนแรง รู้สึกว่าตนเองเป็นภาระ หรือไม่เห็นคุณค่าในชีวิต ความคิดเหล่านี้เป็นสัญญาณฉุกเฉินทางสุขภาพจิต ที่ควรได้รับการช่วยเหลือทันที
  9. คนรอบข้างเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล เช่น บุคลิกเปลี่ยนไปมาก แยกตัว ไม่สื่อสาร หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงมากขึ้น บางครั้งคนรอบตัวอาจเห็นสัญญาณได้ชัดกว่าตัวเราเอง

หากคุณพบว่ามีสัญญาณเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายข้อพร้อมกัน การขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย และไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงจุดวิกฤต การล้างสารเสพติดในร่างกายไม่ใช่เรื่องของสูตรลัดหรือวิธีเร่งด่วน ร่างกายต้องการเวลา การดูแลที่ถูกต้อง และในหลายกรณี ต้องการความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ วิธีขับสารเสพติดที่ปลอดภัยที่สุด คือการหยุดใช้สาร ดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม และไม่ลังเลที่จะขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น

ที่ ศูนย์ฟื้นฟู Lighthouse เราเชื่อว่าการฟื้นฟูไม่ใช่การตัดสินว่าใครผิดหรือใครล้มเหลว แต่คือการดูแลมนุษย์คนหนึ่งอย่างครบด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ และบริบทชีวิต โปรแกรมบำบัดยาเสพติดและบำบัดสุราของเราออกแบบให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ไม่เร่ง ไม่กดดัน และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูโดยเฉพาะ ติดต่อเราเพื่อสอบถาม ทำความเข้าใจ และค้นหาทางเลือกที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณ

ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยยาเสพติดและด้านสภาพจิตใจอย่างถูกต้องตามกฏหมาย

เกี่ยวกับศูนย์ฟื้นฟูไลท์เฮ้าส์

เป็นศูนย์ฟื้นฟูและพักฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกรุงเทพ ศุนย์ฟื้นฟูไลท์เฮ้าส์ เป็นศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพในรูปแบบอเมริกัน ให้การรักษาติดยาเสพติดที่มีคุณภาพสูงสุดในราคาที่เหมาะสมและเป็นการบำบัดแบบเฉพาะในประเทศไทยเพื่อให้การรักษาเป็นรายบุคคลกับผู้บำบัดรักษาทุกราย เราเป็นเจ้าของและดำเนินการโดยทีมงานชาวอเมริกันและคนไทยที่มีประสบการณ์และได้รับการฝึกอบรมการรักษาการติดยาเสพติดและความผิดปกติด้านสุขภาพจิตจากสหรัฐอเมริกา

บริการของเรา

ให้การรักษาอาการของผู้ที่ติดยาเสพติดและแอลกอฮอล์โดยมีวิธีการรักษาแบบเหมาะสำหรับแต่ละบุคคล เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดการติดยาเสพติดที่มีคุณสมบัติและความรู้เหมาะสมที่สุด และบุคลากรทางการแพทย์ของเราทุกคนจบปริญญาโทหรือสูงกว่าโดยมีประสบการณ์หลายปีในการทำงานด้านสุขภาพจิตและการรักษาติดยาเสพติด ได้รับการฝึกอบรมในการรักษาการติดยาเสพติดและรักษาผู้ที่มีอาการผิดปกติด้านสุขภาพจิต

ติดต่อเรา

Lighthouse Human Services & Consulting, Co., Ltd.

Head Office:
Ramkamheng 118
Saphan Sung, Bangkok 10240
Thailand

Email: [email protected]